การซื้อรถยนต์กรรมการในนามบริษัทหรือให้กรรรมการซื้อแล้วให้บริษัทเช่า
ความคุ้มค่าระหว่างการซื้อรถในนามบริษัทกับการให้กรรมการซื้อแล้วปล่อยเช่า ขึ้นอยู่กับ ราคารถยนต์ และ ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรรมการ เป็นสำคัญ โดยส่วนใหญ่หากรถยนต์ราคาไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือกรรมการมีฐานภาษีส่วนบุคคลสูง การซื้อในนามบริษัทจะประหยัดภาษีโดยรวมได้ดีกว่า
ประเด็นเปรียบเทียบ | 1. ซื้อในนามบริษัท | 2. กรรมการซื้อแล้วให้บริษัทเช่า |
การบันทึกค่าใช้จ่ายบริษัท | หักค่าเสื่อมราคาได้สูงสุดจากมูลค่า 1,000,000 บาท (สูงสุดปีละ 200,000 บาท x 5 ปี) | บันทึกเป็นค่าเช่าได้เต็มจำนวนตามจริง (แนะนำไม่เกิน 36,000 บาท/เดือน ตามเกณฑ์รถนั่ง) |
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ไม่มีผลกระทบต่อภาษีส่วนบุคคลของกรรมการ | กรรมการมีรายได้ ม.40(5) ต้องยื่นภาษีปลายปี (เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 30%) |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) | ไม่มี | บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่า |
ภาษีซื้อ (VAT) | รถเก๋ง/รถนั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้าม (นำไปรวมเป็นต้นทุน/ค่าใช้จ่ายได้) | ไม่เกี่ยวข้อง (บุคคลธรรมดาไม่มี VAT) |
ค่าน้ำมันและบำรุงรักษา | บริษัทหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามจริง | บริษัทเบิกจ่ายได้ หากระบุไว้ในสัญญาเช่าชัดเจน |
กรรมสิทธิ์และการขายต่อ | เป็นทรัพย์สินบริษัท หากขายต่อต้องเสียภาษี และคำนวณกำไร/ขาดทุนทางบัญชี | เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการ ขายต่อได้คล่องตัวกว่า ไม่เกี่ยวกับบริษัท |
มุมมองของบริษัท
ซื้อในนามบริษัท: เหมาะกับบริษัทที่ต้องการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลผ่านค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายประจำ (ค่าน้ำมัน, ประกัน, ซ่อมบำรุง) โดยกระแสเงินสดออกจากบริษัทโดยตรง ไม่ต้องผ่านบุคคล แต่มีข้อจำกัดทางภาษีสำหรับรถเก๋งที่หักค่าเสื่อมได้จากมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น
กรรมการซื้อแล้วให้บริษัทเช่า: ช่วยให้บริษัทสร้างค่าใช้จ่ายได้สูงกว่า (สูงสุดปีละประมาณ 432,000 บาท) โดยเฉพาะกรณีที่เป็นรถยนต์หรูราคาหลายล้านบาท ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิทางภาษีของบริษัทได้มากกว่าการคิดค่าเสื่อมราคา
มุมมองของกรรมการ
ซื้อในนามบริษัท: กรรมการไม่ต้องรับภาระหนี้สินส่วนบุคคล ไม่ต้องมีภาระภาษีเงินได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เพียงแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นโดยตรง
กรรมการซื้อแล้วให้บริษัทเช่า: กรรมการต้องรับภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าเช่าที่ได้รับ (แม้จะหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 30% และเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ได้) หากกรรมการมีฐานภาษีส่วนบุคคลเดิมอยู่ที่ 20% - 35% อยู่แล้ว การได้รับค่าเช่าเพิ่มจะทำให้เสียภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นอย่างมากจนอาจไม่คุ้มค่าภาษีนิติบุคคลที่ประหยัดได้
แนวทางการเลือกใช้งาน
เลือก "ซื้อในนามบริษัท" เมื่อ: รถยนต์มีราคาใกล้เคียง 1 ล้านบาท (หรือเป็นรถกระบะ/รถตู้เกิน 10 ที่นั่งที่หักค่าเสื่อมได้เต็มจำนวน) และกรรมการมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงอยู่แล้ว
เลือก "กรรมการซื้อแล้วปล่อยเช่า" เมื่อ: เป็นรถยนต์นั่งราคาสูง (เช่น 2–5 ล้านบาทขึ้นไป) และกรรมการมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระดับต่ำ (0% – 10%) ซึ่งการกระจายรายได้ค่าเช่ามายังบุคคลจะช่วยประหยัดภาษีในภาพรวมของทั้งสองฝ่ายได้มากกว่า