1. ทำธุรกิจแบบไม่มีแบรนด์ คืออะไร?
คือการเน้น "ขายสินค้า" ก่อน ไม่เน้น "สร้างชื่อแบรนด์" ลูกค้าจะซื้อเพราะ สินค้าดี ราคาถูก หรือตอบโจทย์ ไม่ใช่เพราะชื่อแบรนด์ เหมาะสำหรับมือใหม่ คนที่อยากทดลองตลาด หรือต้องการหมุนเงินให้คล่องก่อนค่อยขยาย
2. เลือกใช้ OEM / ODM อย่างไร เมื่อยังไม่มีแบรนด์?
กรณีเลือก ODM – เร็วที่สุด เหมาะกับมือใหม่
วิธีการ เลือกสินค้าสำเร็จจากโรงงานที่มีแบบอยู่แล้ว ไม่ต้องติดโลโก้ ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ หรือแค่ปรับบรรจุภัณฑ์เล็กน้อย
ข้อดี ไม่ต้องเสียเวลาออกแบบ ไม่ต้องลงทุนผลิตขั้นต่ำจำนวนมาก เริ่มขายได้ทันที ต้นทุนต่ำ
ตัวอย่าง สั่งซื้อเสื้อผ้าลายทั่วไป สบู่สมุนไพรสูตรมาตรฐาน หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน มาแบ่งบรรจุใหม่หรือขายต่อแบบเดิม
เหมาะกับ คนที่เพิ่งเริ่ม อยากดูว่าสินค้าขายได้ไหม หรือเน้นแข่งขันด้านราคา
กรณีเลือก OEM – เมื่อมีสเปกสินค้าในใจ แต่ยังไม่อยากมีแบรนด์
วิธีการ บอกโรงงานรายละเอียดสินค้าที่ต้องการ (วัสดุ ขนาด คุณภาพ) แต่ไม่ต้องกำหนดชื่อแบรนด์หรือลายเฉพาะ ให้โรงงานผลิตแบบสากล หรือผลิตตามสเปกแล้วขายโดยไม่ต้องอ้างอิงแบรนด์ใด
ข้อดี ได้สินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ไม่ซ้ำใครในรายละเอียด แต่ยังไม่ต้องลงทุนด้านการตลาดแบรนด์
ตัวอย่าง สั่งทำถุงผ้าขนาดพอดีใส่กล่องข้าว หรือขนมที่มีรสชาติพิเศษตามที่ต้องการ แต่ขายโดยบอกแค่คุณสมบัติสินค้า ไม่เน้นชื่อร้านหรือแบรนด์
เหมาะกับ คนที่รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่ยังไม่พร้อมลงทุนสร้างชื่อแบรนด์
3. เปรียบเทียยข้อแตกต่าง
รูปแบบ | ใครออกแบบ/กำหนดสินค้า | เริ่มขายได้เมื่อไหร่ | ต้นทุน |
ODM | โรงงานเตรียมไว้แล้ว | ทันที | ต่ำที่สุด |
OEM | คุณกำหนดเอง | รอผลิตตามสเปก | ปานกลาง |
4. ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ทดลองตลาดก่อน เริ่มจาก ODM สั่งจำนวนน้อยมาขายดูก่อน ถ้าขายดีค่อยคิดปรับเปลี่ยนหรือสร้างแบรนด์ทีหลัง
ค่อยๆ เติบโต เมื่อมีลูกค้าประจำ มีเงินทุนมากขึ้น และอยากให้ลูกค้าจดจำเราได้ ค่อยเริ่มสร้างแบรนด์และเปลี่ยนไปใช้ OEM หรือ OBM ในรูปแบบที่มีแบรนด์ต่อไป
สิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีแบรนด์ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ต้องรักษาคุณภาพสินค้าและความซื่อสัตย์ในการขาย เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำเอง